Science

posted on 18 Oct 2009 19:03 by bestzuya
。・・。。・。・・。・。・・。。・。・・。

MUSAX :  F*** You

ARTIST : Lily Alen

GENRE :  POP

。・。・・。。・。・・。・。・・。。・。・
 
เนื้อเพลงอย่างชัด 55+ จะเซ็นเซอร์ชื่อเพลงทำไมฮ๊าา ?
 
เอาหละสามเอ็นทรี่ในสองวัน เพื่อเป็นการตอบแทนคุณ Thaimindgirl ที่
ติดตามบล๊อกประจำ ด้วยเอ็นทรี่นี้เนอะ
สืบเรื่องมาจาก...กดที่นี่
 
ทำไมวิทยาศาสตร์ถึงศึกษาแต่...
 
* ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนนะ ว่าวิทยาศาสตร์คือศาสตร์ที่ใช้นำมาอธิบายปรากฏการณ์ทั้งหลาย
"ที่เกิดขึ้น"โดยตั้งบนพื้นฐานของคณิตศาสตร์ - ฟิสิกส์นำคณิตศาสตร์มาอธิบายเป็นสมการสั้นๆ และตัวหนังสือ
เคมีจับเอาฟิสิกส์ ซึ่งเล่นบนพื้นฐานของสิ่งแวดล้อมรอบกาย
ชีววิทยาจับเอาฟิสิกส์รวมถึงเคมี เล่นบนพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต
จะเล่าก็คงเวิ่นเว้อเกินไป งั้นเรามาทำ "กรณีศึกษา"กันดีกว่า
 
เรื่องแรก - ดร.โดนัลด์ จี คาเพนเตอร์ได้เขียนถึงปรากฏการณ์ของผีไว้ดังนี้

1. ช่วงเวลาที่ผีปรากฎกายมีตั้งแต่ 2 - 10 วินาที บางรายอาจจะมากกว่านี้
เคยมีผู้พบผีนานถึง 10 นาที ระยะเวลาที่ผีปรากฎร่างส่วนใหญ่เป็นช่วงหลังพระอาทิตย์กดินไปแล้ว
2. ผีชอบปรากฎกายในที่มืดๆ แต่ผู้คนยังสามารถมองเห็นได้ แสดงว่า ผีต้องเปล่งแสงได้ ซึ่งเป็นที่มา
ของเครื่องมือพิสูจน์ผีที่ใช้กันจริงในปัจจุบัน โดยวัดค่าพลังงานที่เกิดขึ้น
3. การปรากฎกายของผี ผู้คนส่วนใหญ่จะมองเห็นในชุดเครื่องแต่งกายธรรมดา
แต่บางกรณีมองเห็นในรูปของหมอกควันสีขาว หรือมีสีอื่นๆ
เจือปนอยู่ด้วย บางครั้งปรากฎกายเพียงรางๆ โปร่งแสง มองทะลุผ่านไปได้
บางครั้งรูปร่างของผีเล็กกว่าขนาดคนจริง
4. ผีปรากฎกายแบบเผชิญหน้ากับผู้พบเห็นเป็นส่วนใหญ่ มีน้อยครั้งที่จะปรากฎกายแบบด้านหลัง ด้านข้าง หรือในลักษณะอื่น
5. รูปแบบของผี ส่วนใหญ่ผีจะปรากฎกายเป็นรูปคนหรือเหมือนคน การปรากฎกายเป็นรูปอื่นๆ ก็มีบ้าง
6. บรรยากาศ การที่ใครจะเจอผีหรือการที่ผีจะปรากฎร่าง บรรยากาศจะผิดปกติไปจากเดิม
7. ผีไม่สำแดงกายเสมอไป แต่อาจจะปรากฎในรูปของกลิ่น เสียง หรืออะไรสักอย่าง
ที่ทำให้ผู้ประสบรู้สึกว่าแตกต่างจากสภาพแวดล้อมในเวลานั้น
หรือผิดปกติจากเดิมซึ่งสามารถสัมผัสได้ทางจิตหรือความรู้สึก
 
ทั้ง 7 ประการนี้ได้รวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยและบุคคลหลากหลายอาชีพที่มีประสบการณ์
ด้านภูติผีปิศาจ พวกฝรั่งได้ยึดถือปรากฎการณ์นี้เป็น
มาตรฐานเรียกชื่อว่า "มาตรฐาน SNG"(Standard Night time Ghost)
ซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐาน 2 ประการ คือ
1. อาจจะเกิดจากภาพหลอนหรืออาการของประสาทหลอน เพราะการปรากฎร่างของผีเป็นการป้อนข้อมูลให้ระบบจิตใต้สำนึกและสมอง ทำให้
เกิดอาการทางประสาทหลอน นอกจากนี้อารมณ์และความรู้สึกก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งทำให้เกิดภาพหลอนได้
2. ตามมาตรฐาน SNG แล้ว ถ้าผีปรากฎกายต้องเปล่งแสงสว่างออกมาทำให้ผู้คนมองเห็น
ลักษณะนี้แสดงว่า ไม่ใช่เป็นภาพหลอนหรือภาพลวงตา
สมมติฐานข้อที่ 2 พอจะลากโยงเข้าหาวิชาฟิสิกส์ได้ ซึ่งจะทำให้เรื่องผีเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ขึ้นมา
นั่นคือจัดให้ผีเป็น "พลังงานในรูปแบบหนึ่ง"
ถ้าผีเป็นพลังงานแล้ว การปรากฎกายของผีได้ต้องประกอบด้วย
1. ต้องเกิด "แรงกระตุ้นแบบกระทันหัน" เป็นจังหวะๆที่เรียกว่า อิมพัลส์(Impulses)
2. แต่ละอิมพัลส์มีค่าเฉลี่ยประมาณ 60 จูลส์ คิดเป็นน้ำหนักประมาณ 15 กิโลกรัม
3. พลังงานสูงสุดอยู่ที่ 6,000 วัตต์หรือมากกว่านั้นในแต่ละอิมพัลส์
4. ผีจะปรากฎกายหลอกหลอนในรูปแบบต่างๆได้ ต้องดึงดูดเอาพลังงานเข้าไปสะสมไว้อย่างต่ำ 60 จูลส์
การปรากฎกายของปิศาจหรือภูติผีก็คือพลังงานที่เกาะตัวกันเป็นกลุ่มก้อน
แล้วสามารถทำงานร่วมกันได้เหมือนหน่วยหนึ่งของชีวิต ทั้งนี้ เป็นไปตามกฎความสมดุลแห่งมวลสาร
ของนักวิทยาศาสตร์เอกของโลก คืออัลเบิร์ต ไอน์ไสตน์
 
เรื่องที่สอง - การระลึกชาติ โลกคู่ขนาน และเดจาวู
 
(เอ็นทรี่เก่าๆที่เกี่ยวข้อง กดที่นี่ , ที่นี่ และ ที่นี่)
 
ในเรื่อง Cube ซึ่งเป็นหนังที่น้อยคนนัก "ทนดูได้" 
ปัจจุบันมีด้วยกันสามภาค คอนเซ็ปของเรื่องนี้ตั้งอยูบนพื้นฐาน 
11 มิติ
 
ดังนั้น"รูบิค" หรือ "คิว"จึงถือกำเนิดขึ้นมา เนื่องจากในแต่ละส่วนของเจ้ารูบิค
มันสามารถสร้างแกนมิติได้ 3 แกน (X,Y,Z)  มื่อถูกจับบิดตลอดเวลา
เราจะสามารถพบแกนได้มากขึ้นเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว
 
หลังจากนั้นทฏษฏีเรื่อง"โลกคู่ขนาน" และ "เดจาวู" จึงร้อนแรงขึ้นมา
ทฏษฏีนี้กล่าวคร่าวๆไว้ว่า คนเราทุกคนมีโลกคู่ขนานของตนอยู่
ดังนั้นปรากฏการด้านการระลึกชาติ หรือเดจาวู จึงเกิดขึ้น
ถ้าหากตัวเราในอีกโลกคู่ขนาน ได้พบ ประสบเหตุการณ์นั้นมาก่อน ทฏษฏีนี้
ไม่ได้เริ่มต้นอย่างลอยๆ แต่ตั้งบนพื้นฐานของทฏษฏีบท
"ควอนตัม"
 
 

 
นอกจากนี้ยังมีกฏและทฏษฏีอีกไม่น้อยที่อ่านแล้วอาจฮาได้
(แต่ถ้ารู้ที่มาจะฮาไม่ออก เพราะแก้มาจากสมการเป็นหน้าๆ)

วิทยาศาสตร์ คือวิชาที่ว่าด้วยธรรมชาติ สังเกตุความเป็นไปของธรรมชาติแล้วนำมาอธิบาย

ดังนั้น เมื่อนักวิทยาศาสตร์แต่ละท่านได้สังเกตุเห็นสิ่งแปลกๆ ก็จะพยายามหาเหตุผลมาอธิบาย

จึงเป็นที่มาของกฏหรือทฤษฏีบทนั่นเอง และหลายๆคนรุ้บ้างหรือไม่ว่ากฏหรือทฤษฏีบทเหล่านั้น มีที่ขำๆมั่งเหมือนกัน..

1.กฏของเมอร์ฟี่ ได้กล่าวว่า "อะไรที่จะเกิดมันต้องเกิดและสิ่งใดที่เกิดแล้วมันจะต้องเกิดอีก"

2.ทฤษฏีบทของดิแรก ได้กล่าวว่า "คนเราแต่ละคนจะมีค่า x ค่าหนึ่งซึ่งจะทำให้เราดูดีที่สุดในสายตาคนอื่นๆ"

3.หลักการของปีเตอร์ ได้กล่าวว่า"มนุษย์พยายามจะขี้เกียจมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในสถานะการที่เอื้ออำนวย"

4.กฎ ความเป็นไปได้ ขนมปังทาเนยที่พลัดตกพื้น จะเอาหน้าด้านที่มีเนยคว่ำลงเสมอ

และโอกาสที่เนยตกเปื้อนพรม จะมีมากขึ้นเป็น X ส่วนกับราคาของพรม

5.การดูดวง หมอดูมักทายหลายเรื่องทั้งดีและเลว แต่เรื่องที่แม่นที่สุดคือเรื่องที่เลวที่สุด

6.กฎแห่งความแม่นยำ หากขว้างก้อนหินสะเปะสะปะ มันจะพุ่งตรงเข้าหาวัตถุที่มีราคาแพงที่สุด

7..ข้อพิจารณาในการเลือกซื้อหนังสือ หนังสือปกสวย เนื้อในมักห่วย หนังสือปกขี้เหร่ เนื้อในห่วยกว่า

8.กฎ ห้ามพูด คนไทยรู้จักกฎนี้ดี จนมีสุภาษิตว่า &เข้าป่าอย่าเรียกหาเสือ& กฎมีว่า

ทันทีที่คุณพูดแสดงความคาดหวัง ถ้าหวังสิ่งเลวสิ่งเลวจะมาหา และถ้าหวังสิ่งดี สิ่งเลวก็จะมาหา

9.กฎของโฮว์ (Howe's Law) มนุษย์ทุกคนมักจะทำอะไรไม่สำเร็จ

10. กฎการแก้ปัญหา ในปัญหาใหญ่ๆ ที่เป็นอุปสรรคให้เราแก้ มักมีปัญหาเล็กๆ

อยู่ภายในซึ่งพร้อมจะขยายตัว แทนที่ทันทีที่ปัญหาใหญ่ได้รับการแก้ไขลุล่วง

11.กฎยิ่งน้อยยิ่งดีของซีกัล คนที่มีนาฬิกาเรือนเดียว จะรู้เวลาแน่นอน

คนที่มีนาฬิกาเพิ่มมาอีกเรือน จะไม่แน่ใจว่า เวลาใดถูกต้อง

12.กฎของลีเบอร์แมน นักการเมืองทุกคนโกหก แต่ไม่เป็นไรเพราะไม่มีใครฟังใคร

13.กฎการทำงานเป็นทีม เมื่องานยุ่งยาก ทุกคนผละหนี

14.กฎการมองโลก มนุษย์ สามสิบคนในร้อยคน ชอบมองโลกในแง่ร้าย ที่เหลือมองร้ายกว่า

 

โดยสรุป วิทยาศาสตร์นั้นไม่ใช่การศึกษาแค่สิ่งที่จับต้องได้ แต่วิทยาศาสตร์

เป็นศาสตร์และศิลปในการที่จะ" ขอมีเอี่ยว" กับปรากฏการณ์ต่างๆ มากที่สุด

เท่าที่จะมากได้ 

ที่สำคัญ วิทยาศาสตร์มันคือเกมส์ 

มีโปรเฟสเซอร์ท่านหนึ่ง บอกกับผมว่า

If You quit the game of Science, you lost.

 

ทิ้งท้าย :

โอกาสไม่ใช่สิ่งที่คนจะได้รับกันง่ายๆ หลายๆคนชีวิตหนึ่งเกิดมา

ไม่ได้รับสิ่งนี้เลย จำนวนไม่น้อย ได้รับแต่มองไม่เห็น ที่สำคัญ

ในชีวิตคนหนึ่งคน

โอกาสดีๆ ไม่ได้เข้ามาบ่อยนัก

ยกเว้นคนบางจำพวก แม้ว่าพลาด "โอกาส" หรือทำลาย "โอกาส"

นั้นด้วยตัวเอง แต่เค้ายังพยายาม

ช่วงชิงโอกาสนั้นกลับมา

และสุดท้าย เค้าจำนวนไม่น้อย

ประสบความสำเร็จ

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Ic ขอบคุณค่ะ กำลังนั่งอ่านบล๊อกตัวเองย้อนหลังรู้สึกดีน๊ะ ประจวบเหมาะมีเพื่อนหญิงแต่เขาจบป.โท ชวนไปเดินเล่นห้างพรุ่งนี้ก็ตกลงจะไป relax อิอิconfused smile

#1 By thaimindgirl on 2009-10-18 22:50

อืมม ฟ้าว่าวิทยาศาสตร์นี่เป็นอะไรที่ยอดไปเลยน้า
ทึ่งทุกครั้งเลยที่ดูเรื่องเกี่ยวกับวิทย์เนี่ยย >w<

#2 By ★+::+@MilY+::+★ on 2009-10-19 06:58

เจ้าของถ้าชอบเรื่องพวกนี้
ลองดูเรื่อง fringe นะคะ สนุกมาก

#3 By the wonders on 2009-10-19 11:00

confused smile confused smile confused smile confused smile

(อ่านแล้ว แต่ไม่รู้จะว่ายังไงดี เลยยิ้มอย่างเดียว..55+)

#4 By ►Junsh◎ku on 2009-10-19 12:58

http://www.eso.org/public/outreach/press-rel/pr-2009/pr-39-09.html

#5 By thaimindgirl on 2009-10-20 04:15

ยังอ่านไม่จบนะ เหมือนไม่มีสมาธิ
ไว้จะแวะมาอ่านจิงๆจังๆใหม่นะคับ sad smile

#6 By Am not the supersTaR~* on 2009-10-20 13:47

ฟิตจริงจัง อัพติดกันหลายวันเม้นท์ไม่ทันเลยค่ะ sad smile

Murphy's Law ตลกดีค่ะ เคยอ่านหลายข้อแล้วล่ะ คนคิดก็คิดได้นะ

#7 By ^K@ew^ on 2009-10-20 20:53

ฟิตจริงจัง อัพติดกันหลายวันเม้นท์ไม่ทันเลยค่ะ sad smile

Murphy's Law ตลกดีค่ะ เคยอ่านหลายข้อแล้วล่ะ คนคิดก็คิดได้นะ

#8 By ^K@ew^ on 2009-10-20 20:53

วิทยาศาสตร์ไม่รู้จบconfused smile

#9 By V@R on 2009-10-20 22:27